แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 19
1
ซุปฟักทอง SN Food: ซุปฟักทอง อุดมด้วยกากใยอาหาร เมนูอุ่นๆ สบายท้อง แถมช่วยให้อิ่มนานตลอดวัน!

ใครที่กำลังมองหาเมนูอร่อยเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์เรื่องการดูแลหุ่น ต้องไม่มองข้าม "ซุปฟักทอง" เลยค่ะ! รู้ไหมคะว่าฟักทองเป็นผักที่ อุดมไปด้วยกากใยอาหาร (Fiber) สูงมาก ซึ่งประโยชน์ของไฟเบอร์นี้แหละค่ะที่จะช่วยชะลอการดูดซึมสารอาหาร ทำให้อิ่มท้องได้นาน ไม่หิวย่อยระหว่างวัน และยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างดีเยี่ยม วันนี้เราเลยขอมาแชร์สูตรและเทคนิคทำซุปฟักทองโฮมเมดให้อร่อย ละมุนลิ้น และได้ประโยชน์จากกากใยแบบเต็มๆ มาฝากกันค่ะ! 💡✨


🔍 1. ฟักทองเนื้อแก่จัด... คลังกากใยและไฟเบอร์คุณภาพ
จุดเริ่มต้นของความอิ่มนานอยู่ที่การเลือกฟักทองค่ะ แนะนำให้เลือกฟักทองญี่ปุ่นหรือฟักทองไทยเนื้อแก่จัด สังเกตที่เนื้อจะแน่น สีเหลืองส้มเข้ม นำไปอบหรือนึ่งทั้งเปลือก (หรือปอกเปลือกออกบางส่วน) จนสุกนิ่ม การอบนอกจากจะช่วยดึงความหวานธรรมชาติออกมาโดยไม่ต้องเติมน้ำตาลแล้ว เนื้อฟักทองแก่ยังอัดแน่นไปด้วยกากใยอาหารชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำที่ช่วยให้อิ่มท้องได้ยาวนานค่ะ


🛠 2. ผัดหอมใหญ่ด้วยน้ำมันมะกอก... เพิ่มเบสหวานนัวธรรมชาติ
ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันมะกอกเล็กน้อย นำหอมใหญ่สับละเอียดลงไปผัดด้วยไฟอ่อนจนสุกนิ่มกลายเป็นสีใส หอมใหญ่นอกจากจะช่วยเพิ่มความหวานนวลให้ซุปโดยไม่ต้องใช้ผงปรุงรสแล้ว ยังเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่มีพรีไบโอติกและกากใยสูง ช่วยเสริมให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างสมดุลยิ่งขึ้นค่ะ


🚪 3. ปั่นซุปให้เนียนแน่น... ดึงความข้นเนียนจากกากใยธรรมชาติ
นำฟักทองอบสุกและหอมใหญ่ผัดลงไปต้มในน้ำสต๊อกผักหรือน้ำสต๊อกไก่อุ่นๆ พอเข้ากันดี ก็นำไปปั่นด้วยเครื่องปั่นจนกลายเป็นเนื้อเนียนละเอียด ข้อดีของการใช้เนื้อฟักทองแท้ๆ คือเราจะได้ความข้นเหนียวของเนื้อซุปจากกากใยธรรมชาติล้วนๆ โดยไม่ต้องเติมแป้งสาลีหรือแป้งข้นใดๆ ทำให้ได้ซุปที่เนียนลื่นคอ สบายท้อง และอิ่มนานจริงค่ะ


🚿 4. เติมนมธัญพืชหรือนมสด... เพิ่มความกลมกล่อมลงตัว
เติมนมสด นมพิสตาชิโอ นมอัลมอนด์สูตรไม่หวาน หรือนมถั่วเหลืองลงไปเล็กน้อยตามชอบ เพื่อให้ซุปมีความหอมมันนัวกำลังดี ปรุงรสปิดท้ายด้วยเกลือปั้นหินและพริกไทยป่นปลายช้อน รสเค็มเบาๆ จะช่วยดึงความหวานนุ่มของฟักทองให้เด่นชัด กลายเป็นซุปอุ่นๆ รสชาติกลมกล่อมที่ทานได้เพลินๆ แบบไม่ต้องกลัวอ้วน


🥗 5. โรยหน้าด้วยเมล็ดธัญพืช... เติมไฟเบอร์เพิ่มความกรุบกรอบ
ตักซุปฟักทองร้อนๆ ใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยเมล็ดฟักทองอบกรอบ เมล็ดทานตะวัน หรือขนมปังโฮลวีตกรอบ (Croutons) การเติมธัญพืชลงไปนอกจากจะช่วยเพิ่มสัมผัสกรุบกรอบเคี้ยวสนุกแล้ว ยังเป็นการเพิ่มกากใยอาหารและไขมันดีเข้าสู่ร่างกาย ช่วยให้มื้อนี้กลายเป็นมื้อสุขภาพที่คุมหิวและอิ่มท้องนานขึ้นไปอีกขั้นค่ะ


💬 สรุปส่งท้าย
"ซุปฟักทอง" ถือเป็นเมนูสุขภาพที่เต็มไปด้วยกากใยอาหาร ทำให้อิ่มท้องได้นาน เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก ดูแลสุขภาพ หรือมองหามื้อเช้าและมื้อค่ำที่สบายท้อง ทำง่าย อร่อยนัว และได้ประโยชน์จากธรรมชาติแท้ๆ ค่ะ

2
ซอสโบโลเนสไก่ SN Food: ซอสโบโลเนสไก่ รสชาติละมุนลิ้นทางเลือกใหม่ที่เบาสบายท้อง

ใครที่หลงรักเมนูพาสต้า แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าซอสเนื้อวัวแบบดั้งเดิมนั้นอาจจะ "หนัก" หรือเลี่ยนเกินไปสำหรับมื้ออาหารบางเวลา วันนี้เราขอชวนมาลองทำ "ซอสโบโลเนสไก่" ในสไตล์ที่เน้นรสชาติความ "เบาและละมุน" กันค่ะ! เป็นสูตรที่ทานง่าย สบายท้อง แต่ยังคงความหอมอร่อยแบบต้นตำรับไว้ครบถ้วน เหมาะสุดๆ สำหรับวันสบายๆ ที่อยากทานอะไรที่ดีต่อใจและดีต่อสุขภาพค่ะ


🔍 1. เสน่ห์ของความ 'เบา' ที่แตกต่าง
จุดเด่นของซอสโบโลเนสไก่สูตรนี้ คือการเลือกใช้เนื้อไก่ส่วนอกหรือสะโพกที่เลาะหนังออกทั้งหมดค่ะ เนื้อไก่มีความนุ่มและเบากว่าเนื้อวัวมาก ทำให้รสสัมผัสโดยรวมของซอสมีความนุ่มนวล ไม่มีความมันจากไขมันสัตว์มากจนเกินไป พอทานคู่กับเส้นพาสต้าหรือขนมปังโฮลวีต จึงได้มื้ออาหารที่ให้ความรู้สึกเบาสบาย ไม่หนักท้องจนอึดอัด เหมาะมากสำหรับมื้อเย็นหรือวันที่อยากทานอาหารอร่อยๆ โดยไม่รู้สึกแน่นจนเกินไปค่ะ


🛠 2. ดึงความละมุนจาก 'ธรรมชาติ'
เคล็ดลับที่จะทำให้ซอสมีรสชาติละมุนที่สุด คือการผัดหอมใหญ่และแครอทสับละเอียดในน้ำมันมะกอกจนสุกนิ่มเป็นเนื้อเดียวกันค่ะ ผักเหล่านี้จะมอบความหวานธรรมชาติที่นุ่มนวล ไม่แหลมโดด และเมื่อผสมกับมะเขือเทศสุกที่เคี่ยวจนละลาย รสชาติที่ได้จะเป็นความกลมกล่อมที่ "นุ่มละมุน" เหมือนการคลุกเคล้าวัตถุดิบเข้าด้วยกันอย่างตั้งใจ ทำให้ซอสโบโลเนสของเรามีมิติความอร่อยที่ลึกซึ้งแต่ไม่หนักอึ้งค่ะ


🚪 3. เคี่ยวด้วยไฟอ่อน... เพื่อความนุ่มนวล
เพื่อให้รสชาติละมุนได้ถึงขีดสุด เราต้องไม่ใจร้อนค่ะ! การใช้ไฟอ่อนๆ เคี่ยวซอสไปเรื่อยๆ จะช่วยให้เนื้อไก่สับค่อยๆ ซึมซับรสหวานจากมะเขือเทศและผักได้อย่างทั่วถึง เนื้อไก่จะนุ่มจนแทบจะละลายในปาก และน้ำซอสจะมีความข้นเนียนที่เป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้แป้งหรือเนยเข้ามาช่วย การเคี่ยวแบบใจเย็นนี้เองที่เปลี่ยนวัตถุดิบธรรมดาให้กลายเป็นซอสที่มีรสสัมผัสนุ่มละมุนที่สุดค่ะ


🚿 4. กลิ่นหอมจางๆ ที่ไม่ฉุนเกินไป
สำหรับซอสโบโลเนสที่เน้นความเบาและละมุน เราแนะนำให้ใช้สมุนไพรสด เช่น ใบโหระพาอิตาลี (Basil) หรือใบพาร์สลีย์โรยหน้าก่อนเสิร์ฟค่ะ กลิ่นหอมจางๆ จากสมุนไพรสดจะช่วยชูรสชาติซอสให้มีความสดชื่นและดูสะอาดตา ไม่ฉุนจนกลบกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเนื้อไก่และผัก ทำให้ทุกคำที่ตักทานรู้สึกเบา สบาย และเต็มไปด้วยความสดชื่นค่ะ


🥗 5. เมนูที่ใครก็ทานได้
ความละมุนของซอสโบโลเนสไก่ ทำให้มันกลายเป็นเมนู "Universal" ของทุกคนในบ้านค่ะ จะเด็กๆ ที่ยังไม่คุ้นเคยกับรสชาติจัดจ้าน หรือผู้ใหญ่ที่ต้องการทานอาหารย่อยง่าย เมนูนี้ตอบโจทย์ทุกคนได้เป๊ะ รสสัมผัสที่นุ่มนวลจะทำให้ทุกคนในครอบครัวเพลิดเพลินกับมื้ออาหารได้อย่างมีความสุข เป็นมื้อที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความใส่ใจจริงๆ ค่ะ


💬 สรุปส่งท้าย
ซอสโบโลเนสไก่ที่เน้นรสชาติเบาและละมุนนี้ คือหลักฐานอย่างดีว่า "ความอร่อยไม่จำเป็นต้องเข้มข้นจนหนักอึ้งเสมอไป" แต่ความอร่อยที่แท้จริงคือความสมดุลที่ทานได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกเลี่ยน เป็นอีกหนึ่งเมนูทางเลือกที่จะทำให้โต๊ะอาหารของคุณเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสดชื่นค่ะ

3
Dseelin มีสารอาหารครบ 5 หมู่ และมีโปรตีนสูง สามารถใช้ได้กับบุคคลทั่วไปที่ไม่มีมีโรคประจำตัว สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องนำสูตรไปปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพของท่าน

ใครทาน D.seelin ได้บ้าง
 ผู้สูงอาย
 ผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายให้อาหาร
 ผู้มีปัญหาการเคี้ยว เช่น ทำศัลยกรรม
 เด็กที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป

อาหารปั่นผสมพร้อมทาน D.seelin
1 ซองให้คุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่าอาหาร 1 มื้อ
 โปรตีนสูงจากเนื้ออกไก่
 วัตถุดิบสดมีคุณภาพ
 สารอาหารครบถ้วน 5 หมู่

ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร : มีไข่ มีผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง
การเก็บรักษา : สามารถเก็บไว้โดยไม่ต้องแช่เย็นควรเก็บในสภาวะแห้งและเย็น

วิธีการรับประทาน มีทั้งหมด 3 วิธี

1.ฉีกซองทานได้ทันที
2.แช่ซองในน้ำอุ่น อุณหภูมิ 90-100 C เวลา 1-2 นาที
3.อุ่นด้วยไมโครเวฟ ความร้อน 800 วัตต์ ( 1 นาที ) / 1300 วัตต์ ( 0.45 ) นาที

*บรรจุภัณฑ์นี้ไม่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ ต้องเทใส่ภาชนะก่อนนำมาอุ่นในไมโครเวฟ*

ข้อแนะนำในการใช้
- เขย่าถุงอาหารให้เป็นเนื้อเดียวกันก่อนรับประทาน
- หลังเปิดซองควรรับประทานให้หมดในครั้งเดียว
- อาจมีการตกตะกอน เนื่องจากมีส่วนประกอบจากธรรมชาติ

อายุของอาหารเก็บได้ 1 ปี
ขนาดบรรจุ 300 กรัม
เลข ( อย ) : 10-1-01554-5-0127

1 ซอง ราคา 95บาท (ชดเชยอาหารครบถ้วนใน 1มื้อ)
6 ซอง ราคา 570 บาท
28 ซอง ราคา 2,660 บาท

 ช่องทางการสั่งซื้อ
 Inbox page : https://web.facebook.com/dseelin
 Line : @dseelin / https://lin.ee/gOiFMa4
 เบอร์ : 085-676-2222
พิกัดการสั่งซื้อ : https://shopee.co.th/dseelin_official


4
Dseelin มีสารอาหารครบ 5 หมู่ และมีโปรตีนสูง สามารถใช้ได้กับบุคคลทั่วไปที่ไม่มีมีโรคประจำตัว สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องนำสูตรไปปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพของท่าน

ใครทาน D.seelin ได้บ้าง
 ผู้สูงอาย
 ผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายให้อาหาร
 ผู้มีปัญหาการเคี้ยว เช่น ทำศัลยกรรม
 เด็กที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป

อาหารปั่นผสมพร้อมทาน D.seelin
1 ซองให้คุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่าอาหาร 1 มื้อ
 โปรตีนสูงจากเนื้ออกไก่
 วัตถุดิบสดมีคุณภาพ
 สารอาหารครบถ้วน 5 หมู่

ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร : มีไข่ มีผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง
การเก็บรักษา : สามารถเก็บไว้โดยไม่ต้องแช่เย็นควรเก็บในสภาวะแห้งและเย็น

วิธีการรับประทาน มีทั้งหมด 3 วิธี

1.ฉีกซองทานได้ทันที
2.แช่ซองในน้ำอุ่น อุณหภูมิ 90-100 C เวลา 1-2 นาที
3.อุ่นด้วยไมโครเวฟ ความร้อน 800 วัตต์ ( 1 นาที ) / 1300 วัตต์ ( 0.45 ) นาที

*บรรจุภัณฑ์นี้ไม่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ ต้องเทใส่ภาชนะก่อนนำมาอุ่นในไมโครเวฟ*

ข้อแนะนำในการใช้
- เขย่าถุงอาหารให้เป็นเนื้อเดียวกันก่อนรับประทาน
- หลังเปิดซองควรรับประทานให้หมดในครั้งเดียว
- อาจมีการตกตะกอน เนื่องจากมีส่วนประกอบจากธรรมชาติ

อายุของอาหารเก็บได้ 1 ปี
ขนาดบรรจุ 300 กรัม
เลข ( อย ) : 10-1-01554-5-0127

1 ซอง ราคา 95บาท (ชดเชยอาหารครบถ้วนใน 1มื้อ)
6 ซอง ราคา 570 บาท
28 ซอง ราคา 2,660 บาท

 ช่องทางการสั่งซื้อ
 Inbox page : https://web.facebook.com/dseelin
 Line : @dseelin / https://lin.ee/gOiFMa4
 เบอร์ : 085-676-2222
พิกัดการสั่งซื้อ : https://shopee.co.th/dseelin_official


5
ช่างประปาอาคาร: สัญญาณอันตรายเมื่อปั๊มน้ำตัด-ต่อถี่ ทั้งที่ไม่ได้เปิดใช้ พร้อมวิธีตรวจสอบง่ายๆ

เคยเป็นไหมคะ? นั่งเล่นอยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียงปั๊มน้ำทำงาน "ติ๊ก...หยุด...ติ๊ก...หยุด" ถี่ๆ ทั้งที่ในบ้านไม่ได้เปิดก๊อก หรือเข้าห้องน้ำอยู่เลย! บางคนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่บอกเลยว่านี่คือ "สัญญาณเตือนภัย" ที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาดค่ะ

นอกจากจะกวนใจแล้ว ปัญหานี้ยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าไฟพุ่งกระฉูด และถ้าปล่อยไว้ ปั๊มน้ำราคาแพงของเราอาจจะพังก่อนวัยอันควร วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันค่ะว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ และเราจะหาสาเหตุยังไง!


🔍 1. เช็ก "เช็ควาล์ว" (Check Valve) และ "ฟุตวาล์ว" (Foot Valve)

สาเหตุที่เจอบ่อยที่สุดคือ "เช็ควาล์ว" หรือ "ฟุตวาล์ว" เสื่อมสภาพค่ะ อุปกรณ์ตัวนี้ทำหน้าที่เหมือนประตูทางเดียวที่กั้นไม่ให้น้ำไหลย้อนกลับ ถ้ามันปิดไม่สนิท น้ำในท่อจะไหลย้อนกลับเข้าไปในถังพัก ทำให้แรงดันในท่อลดลง ปั๊มน้ำจึงเข้าใจว่า "เราเปิดใช้น้ำ" และทำงานตัด-ต่ออยู่นั่นเองค่ะ

วิธีสังเกต: ลองสังเกตดูว่าปั๊มจะทำงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เช่น ทุกๆ 15-30 นาที


🛠 2. รอยรั่วซึมตาม "ข้อต่อ" หรือ "ก๊อกน้ำ"

บางครั้งรอยรั่วเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็น เช่น ก๊อกน้ำในสวนที่ปิดไม่สนิท, สายชำระที่หยดติ๋งๆ หรือข้อต่อท่อในจุดอับที่ซึมออกมาทีละนิด ก็ทำให้แรงดันในระบบตกได้ค่ะ

วิธีเช็ก: ลองปิดก๊อกน้ำทุกจุดให้สนิท แล้วไปดูที่ "มิเตอร์น้ำ" หน้าบ้านค่ะ ถ้าตัวเลขยังหมุนดิ๊กๆ อยู่ แปลว่ามีจุดรั่วซึมในระบบแน่นอน!


🚪 3. แรงดันใน "ถังแรงดัน" (Pressure Tank) ผิดปกติ

สำหรับปั๊มน้ำแบบถังกลมหรือปั๊มที่มีถังแรงดัน ปัญหานี้มักเกิดจาก "อากาศในถังรั่ว" หรือแรงดันลมในถังไม่พอค่ะ เมื่ออากาศน้อย น้ำจะไปแทนที่อากาศมากเกินไป ทำให้ปั๊มน้ำต้องทำงานหนักและถี่ขึ้นกว่าปกติในการรักษาแรงดัน

วิธีเช็ก: ลองเคาะๆ ดูที่ถังแรงดันค่ะ ถ้าเสียงข้างในทึบๆ เหมือนมีแต่น้ำเต็มถัง (ไม่มีอากาศ) นั่นแหละคือสาเหตุค่ะ


🚿 4. ปัญหารั่วซึม "ใต้ดินหรือในผนัง"

นี่คือกรณีที่น่าหนักใจที่สุดค่ะ! เพราะท่อที่ฝังอยู่ใต้ดินหรือในผนังอาจจะแตกหรือรั่วซึม ทำให้สูญเสียน้ำออกจากระบบตลอดเวลาโดยที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

วิธีสังเกต: นอกจากปั๊มจะทำงานถี่แล้ว พื้นบ้านบริเวณนั้นอาจจะชื้นตลอดเวลา หรือมีรอยด่างดวงบนผนัง ซึ่งถ้าเจอแบบนี้ต้องเรียกช่างมืออาชีพมาตรวจหาจุดรั่วโดยเร็วค่ะ


🥗 5. วิธีตรวจสอบเบื้องต้นแบบฉบับเจ้าของบ้าน

ก่อนจะเรียกช่าง ให้เพื่อนๆ ลองทำตามนี้ดูนะคะ:

ปิดก๊อกน้ำทุกจุดในบ้านให้สนิท

สับเบรกเกอร์ปั๊มน้ำลง (ปิดปั๊ม)

ทิ้งไว้สักพัก (ประมาณ 1-2 ชั่วโมง) แล้วค่อยเปิดปั๊มอีกครั้ง

ถ้าเปิดมาแล้วปั๊มทำงานทันทีและตัดเป็นระยะๆ แสดงว่ามีน้ำรั่วในระบบแน่นอนค่ะ


💬 สรุปส่งท้าย
อย่าปล่อยให้ปั๊มน้ำ "ตัด-ต่อถี่" นานจนเกินไปนะคะ เพราะนอกจากจะทำให้มอเตอร์ปั๊มน้ำไหม้หรือพังก่อนเวลาอันควรแล้ว ยังเสียเงินค่าไฟโดยเปล่าประโยชน์อีกด้วย การรีบหาสาเหตุและซ่อมแซมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าและช่วยให้ระบบน้ำในบ้านของเราทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพค่ะ!

6
ช่างซ่อมบำรุงอาคาร: รวม 7 วิธีแก้ท่อตันเบื้องต้น ที่ทำเองได้

หนึ่งในปัญหาจุกจิกที่ต้องเจอของเจ้าของบ้านหลายคนคือ ปัญหาท่อตัน ซึ่งมักเกิดขึ้นกับท่อน้ำบริเวณในครัวและในห้องน้ำ โดยสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดปัญหา มาจากท่อระบายอากาศอุดตันหรือมีสิ่งแปลกปลอม เช่น เศษเส้นผมหรือเศษอาหารไปติดสะสมอยู่ มี 8 วิธีแก้ท่อตันมาแนะนำ ซึ่งคุณสามารถนำไปลองทำได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเรียกช่างให้เสียค่าใช้จ่ายเลยครับ


1. ถอดท่อน้ำทิ้งออกมาล้างทำความสะอาด

          วิธีนี้เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุด เนื่องจากสาเหตุของท่อตันคือการที่มีสิ่งปฏิกูลสะสมอยู่ในท่อ การถอดท่อออกมาล้างจึงเป็นวิธีที่แก้ได้โดยตรง โดยให้ใช้คีมล็อกคลายเกลียวที่ท่อใต้สะดืออ่างล้างหน้าหรืออ่างล้างจานออกมาล้างทำความสะอาด อย่าลืมหากะละมังหรือถังมารองน้ำที่อาจไหลหรือหยดลงด้านล่างด้วย เมื่อนำสิ่งสกปรกออกแล้ว ให้ใช้เทปพันเกลียวพันรอบ ๆ เกลียวของสะดืออ่าง เพื่อป้องกันการรั่วซึมด้วย


2. ใช้ยางปั๊มด้ามยาว ช่วยแก้ท่อตัน

          การใช้ด้ามปั๊มยางดูดอ่างล้างหน้าก็เป็นวิธีพื้นฐานที่หลายบ้านเคยทำกันอยู่แล้ว วิธีก็คือให้เติมน้ำลงไปประมาณครึ่งอ่าง แล้วใช้ยางปั๊มครอบที่รูระบายน้ำ ทำการปั๊มขึ้นลงเร็ว ๆ อย่างน้อย 5 – 10 ครั้ง แล้วรีบยกขึ้นจากน้ำทันที ถ้าน้ำที่ขังไว้ไหลลงท่อน้ำทิ้งได้สะดวก ก็หมายความว่าสิ่งอุดตันภายในท่อน้ำหมดไปแล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้ผลให้ทำซ้ำ ๆ กันไปเรื่อย ๆ จนกว่าน้ำจะไหลลงสะดวก


3. ใช้สปริงทะลวงท่อหรืองูเหล็กช่วย

          ลองใช้เครื่องมือล้างท่อตันคือ สปริงทะลวงท่อ หรือ งูเหล็ก ช่วยแก้ปัญหาได้ ซึ่งสายล้างท่อนี้มีลักษณะเป็นสายโลหะและมีด้ามจับ ให้สอดขดลวดสปริงที่ดัดงอได้ เข้าไปในท่อน้ำทิ้ง แล้วค่อย ๆ หมุนด้วยมือจับช้า ๆ เมื่อรู้สึกว่าหัวสปริงกระทบกับสิ่งสกปรก ให้ดึงสายโลหะเข้า ๆ ออกๆ จนสิ่งอุดตันหลุดออก แล้วลองเปิดน้ำดูว่าสามารถไหลได้ดีขึ้นหรือไม่ ให้ทำซ้ำจนกว่าสิ่งอุดตันจะหมดไป


4. ใช้ไม้แขวนเสื้อช่วยทะลวงท่อตัน

          วิธีนี้เหมาะกับบ้านที่ไม่มีเครื่องมืออย่างสปริงทะลวงท่อ วิธีไม้แขวนเสื้อนี้ ใช้ได้กับอ่างล้างจาน อ่างล้างหน้า หรือ โถส้วมที่มองเห็นเศษขยะที่อุดตันอยู่ด้วยสายตา เพราะการใช้ไม้แขวนเสื้ออาจไม่สามารถดัดงอให้เข้าไปลึกเหมือนเครื่องมือที่เป็นสปริงทะลวงท่อโดยตรงได้ วิธีการก็คือให้นำไม้แขวนเสื้อมาดัดให้เป็นเส้นตรง ที่ปลายทำเป็นตะขอเกี่ยวโดยการดัดงอขึ้นเล็กน้อย ใช้ส่วนที่งอหย่อนลงไปในท่อเพื่อเกี่ยวเศษขยะที่อุดตันขึ้นมา


5. ใช้เทปกาวช่วยเพิ่มแรงดันท่อที่อุดตัน

          หลักการของการติดเทปกาวคือหลักการเพิ่มแรงดัน เช่นเดียวกับที่เราใช้ยางปั้มนั่นเอง แต่จะทำได้เฉพาะการอุดตันของโถชักโครกเท่านั้น โดยให้เช็ดทำความสะอาดบริเวณปากโถชักโครกให้แห้ง แล้วนำเทปกาวมาปิดทับกันให้แนบสนิทบริเวณปากอ่าง ปิดจนหมดอย่าให้มีรูรั่ว แล้วทำการกดชักโครก ซึ่งจะทำให้เกิดแรงดันอากาศทำให้เทปกาวนูนขึ้นมา ให้ใช้มือค่อย ๆ ดันลงไป แรงดันอากาศนี้จะช่วยผลักสิ่งอุดตันให้หลุดออก


6. ใช้สารเคมีและวัตถุดิบภายในบ้านช่วยแก้ท่อตัน

• โซดาไฟ ตัวช่วยที่ดีในการทะลวงท่อตัน
          โซดาไฟถึงจะเป็นสารเคมีที่อันตราย แต่ก็เป็นตัวช่วยที่ดีในการทะลวงสิ่งอุดตันในท่อ ให้ใช้อย่างระมัดระวัง ห้ามโดนผิวหนังหรือสูดดม โดยนำโซดาไฟผสมน้ำในอัตราส่วน โซดาไฟ 50 - 100 กรัม ต่อน้ำ 0.5 ลิตร คนให้เข้ากัน จากนั้นเทลงไปในท่อที่ตัน ทิ้งไว้ประมาณ 10 - 20 นาที แล้วราดน้ำตามลงไป เพียงเท่านี้ก็จะช่วยแก้ท่อน้ำตันได้

• น้ำส้มสายชู + เบกกิ้งโซดา + เกลือ ทะลวงท่อตันได้อย่างปลอดภัย
          ส่วนผสมนี้ใช้ได้อย่างปลอดภัย โดยการนำเกลือ เบกกิ้งโซดา และน้ำส้มสายชู มาผสมกันในอัตราส่วน 1:1:1 แล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นให้เทลงในท่อที่อุดตัน ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วใช้น้ำต้มเดือดเทลงไปในท่อตามเพื่อล้างออก

• น้ำยาซักผ้าขาว ล้างสิ่งสกปรกที่ทำให้ท่อตัน
          วิธีนี้เหมาะจะใช้กับท่อที่มีสิ่งสกปรกอุดตันไม่มากนัก โดยให้ใช้น้ำยาซักผ้าขาวเทลงไปในท่อประมาณ 1 ถ้วยตวง แล้วทิ้งไว้ 10 - 20 นาที จากนั้นให้ปล่อยน้ำไหลลงท่อเพื่อให้คราบไขมัน และสิ่งสกปรกเล็กน้อยเหล่านั้นค่อย ๆ หลุดไป


7. ราดน้ำร้อนกำจัดคราบไขมัน สาหตุท่อตัน

          หากสิ่งสกปรกส่วนใหญ่ในท่อน้ำเป็นคราบไขมัน การใช้น้ำร้อนก็เป็นการแก้ไขเบื้องต้น เพราะเป็นตัวช่วยมาละลายคราบไขมันให้ออกหมด โดยต้มน้ำให้เดือดแล้วค่อย ๆ ราดลงไปในท่อที่ตันได้เลย โดยราด 2-3 ครั้ง เว้นสัก 1-2 นาที

          อีกวิธีหนึ่งหากเป็นโถชักโครก ให้ลองต้มให้เดือดนำมาผสมกับน้ำธรรมดาในถังให้ได้ประมาณ 10 ลิตร แล้วเทจากที่สูง เพื่อให้เกิดแรงดันปริมาณมาก ๆ แรงดันของน้ำอาจจะช่วยกำจัดสิ่งปฏิกูลที่อุดตันให้หลุดออกไปได้

7
จัดฟันบางนา: วิธีการแปรงฟัน และการใช้ไหมขัดฟันระหว่างจัดฟัน

แน่นอน ! ว่าหลังจากติดเครื่องมือ จัดฟัน แล้วจะมีเศษอาหารติดฟันได้ง่ายกว่าปกติ และการทำความสะอาดฟันทำได้ยากขึ้นด้วย อาจจะนำมาซึ่งฟันผุ ซึ่งทุกๆ คนคงไม่อยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นแล้วหลังจากติดเครื่องมือจัดฟันไป ต้องใส่ใจทำความสะอาดช่องปากมากกว่าเดิม


การแปรงฟัน

    เลือกใช้แปรงสีฟันที่อ่อนนุ่ม
    เริ่มแปรงส่วนบนของเครื่องมือจัดฟัน และส่วนล่างของเครื่องมือจัดฟัน ในลักษณะการเเคลื่อนไหว เป็นวงกลมเล็กๆ

– ค่อยๆ ขยับจากฟันกรามบนขวาแปรงมาทางฟันหน้า แล้วจึงขยับไปทางฟันกรามบนซ้าย

– อย่าลืมแปรงฟันด้านเพดาน และด้านสบฟันด้วยค่อยๆ แปรงไม่ต้องรีบนะคะ

    เริ่มแปรงฟันล่างในลักษณะเดียวกัน แปรงส่วนบนของเครื่องมือจัดฟัน และส่วนล่างของเครื่องมือจัดฟัน ในลักษณะการเเคลื่อนไหว เป็นวงกลมเล็กๆ

– ค่อยๆ ขยับจากฟันกรามล่างขวา แปรงมาทางฟันหน้าล่าง แล้วจึงขยับไปทางฟันกรามล่างซ้าย

– อย่าลืมแปรงฟันด้านลิ้น และด้านสบฟันด้วยนะคะ

ในบางกรณีที่แปรงสีฟันมีขนาดใหญ่เกินไป อาจจะต้องใช้แปรงสีฟันขนาดเล็ก หรือใช้แปรงสีฟันชนิดพิเศษ มาใช้ร่วมกับแปรงสีฟันธรรมดาที่เราใช้ปรกติ มาใช้ในตำแหน่งที่แปรงธรรมดาเข้าไม่ถึง

การใช้แปรงซอกฟัน ในขณะที่จัดฟัน จะมีเศษอาหารเข้าไปติดระหว่างเครื่องมือจัดฟันได้ง่ายมาก การใช้แปรงซอกฟัน ก็มีความจำเป็นในการทำความสะอาดฟัน ลักษณะที่เรียวยาวของแปรงซอกฟัน สามารถเข้าไปตามร่องฟัน หรือซอกของเครื่องมือจัดฟันที่ แปรงสีฟันธรรมดาไม่สามารถเข้าถึงได้


การใช้ไหมขัดฟัน

    ค่อยๆสอดไหมขัดฟันเข้าไประหว่าเครื่องมือของแต่ละซี่
    ใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดด้านข้างของตัวฟัน และใต้เหงือก ในลักษณะถูขึ้นลงอย่างเบาๆ
    ใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละครั้งนะคะ

ในบางกรณีที่ไหมขัดฟันนิ่มสอดได้ยาก อาจจะต้องใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ที่สอดไหมขัดฟัน ร่วมด้วย


8
จัดฟันบางนา: การดูแลรักษารากฟันเทียม ทำได้ยากหรือไม่

การรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม เป็นการรักษาทางตัดกรรมอย่างหนึ่งที่ ช่วยให้ผู้ที่ต้องสูญเสียฟันธรรมชาติไปให้กลับมามีฟันที่สวยงามได้อีกครั้ง ซึ่งรากฟันเทียมนั้น เป็นวัสดุที่มีรูปร่างคล้ายรากฟันซึ่งทำมาจากไททาเนี่ยม เป็นวัสดุที่สามารถเข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ดี ใช้สำหรับฝังลงไปในกระดูกขากรรไกรที่ใช้รองรับรากฟันเทียม เพื่อช่วยให้การทำรากฟันเทียมนั้น สามารถติดแน่นได้ ในปัจจุบันการสวมใส่รากฟันเทียมนั้น ถือว่าเป็นวิธีการใส่ฟันที่ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งในแต่ก่อนมักจะนิยมใช้วิธีการสวมใส่ฟันปลอมเพื่อทดแทนฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป

ซึ่งการสวมใส่ฟันปลอมนั้นก็มีข้อผิดพลาดและ สามารถใช้งานได้ไม่ดีเท่ากับรากฟันเทียม เพราะการสวมใส่ฟันปลอมนั้น ก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องของฟันปลอมคับหรือหลวมจนเกินไป ทำให้รับประทานอาหารได้ไม่สะดวกและส่งผลอาจจะทำให้เกิดแผลภายในช่องปากได้ และในปัจจุบันนี้การรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่มาทดแทน การสวมใส่ฟันปลอมและยังเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากกว่า โดยมีข้อดีก็คือการฝังรากฟันเทียมนั้น จะช่วยทำให้ผู้เข้ารับการรักษาสามารถรับประทานอาหารได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องกลัวว่าฟันปลอมจะหลุดขณะรับประทานอาหาร รวมไปถึง วิธีการดูแลรักษาก็ไม่ต้องซับซ้อนเหมือนกับการดูแลรักษาฟันปลอม

ในวันนี้เราจะมาพูดถึงการดูแลรักษารากฟันเทียม ซึ่งใครที่กำลังตัดสินใจว่าจะเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม ก็อาจจะมีข้อสงสัยว่ารากฟันเทียมนั้นมีวิธีการดูแลอย่างไรและดูแลได้ยากหรือไม่ ซึ่งการดูแลรักษารากฟันเทียมนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้เข้ารับการรักษาด้วยว่าจะมีวิธีการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันอย่างไร

ก่อนที่จะมาถึงขั้นตอนการดูแลรักษารากฟันเทียมนั้น เราจะมาพูดถึงข้อดีของรากฟันเทียมก่อนสำหรับข้อดีของรากฟันเทียมนั้นก็คือ ช่วยเพิ่มความมั่นใจ เสริมสร้างบุคลิกภาพและทำให้ผู้เข้ารับการรักษามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้ผู้เข้ารับการรักษามีฟันเทียมที่ดูเป็นธรรมชาติ สามารถใช้งานได้ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมากที่สุด สามารถบดเคี้ยวและรับประทานอาหารได้ดี ไม่มีปัญหาในเรื่องของการออกเสียง หากเมื่อเทียบกับการทำฟันปลอมแล้ว

นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการรักษาไม่ต้องทำการกรอกฟันข้างเคียง อีกทั้งยังช่วยป้องกันการสูญเสียฟันและกระดูกข้างเคียงได้ด้วย หากพูดถึงในแง่ของความสวยงาม การรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมนั้น ถือเป็นวิธีที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ทำให้ผู้เข้ารับการรักษามีฟันที่สวยงามเป็นธรรมชาติ ทั้งยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพช่องปากและฟันให้มีสุขภาพช่องปากที่ดี มีความคงทนถาวร รวมไปถึง ช่วยแก้ไขปัญหาฟันเทียมขยับระหว่างพูดคุยหรือรับประทานอาหารอีกด้วย สำหรับขั้นตอนการดูแลรักษารากฟันเทียมที่หลายคนสงสัยว่า สามารถทำได้วิธีใด ต้องบอกเลยว่าการดูแลรักษารักฟันเทียมก็สามารถทำได้ ด้วยการแปรงฟันให้สะอาด รวมไปถึงการใช้ไหมขัดฟันร่วมด้วย

หากเราดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟันได้ดีและถูกวิธีก็จะสามารถยืดอายุการใช้งานของรากฟันเทียมได้ด้วย เนื่องจากรากฟันเทียมนั้นทำมาจากวัสดุไทเทเนี่ยมที่มีความคงทน แต่อย่างไรก็ตาม อายุการใช้งานของรากฟันเทียมก็จะขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟันของผู้เข้ารับการรักษาด้วย หากรากฟันเทียมไม่ผุ แต่หากเกิดโรคเหงือกอักเสบ ก็อาจจะทำให้รากฟันเทียมเกิดการหลุดหรือติดเชื้อได้ ดังนั้น การดูแลรักษารากฟันเทียม ก็เหมือนกับการดูแลรักษาฟันธรรมชาติของเรา

นอกจากนี้ผู้เข้ารับการรักษาจะต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากและฟันเป็นประจำ หากปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของทันตแพทย์รากฟันเทียมนั้นก็จะอยู่ได้อย่างถาวรโดยไม่เกิดปัญหาใดๆ ทางคลินิกเราอยากให้ทุกคนหันมาใส่ใจในเรื่องของการดูแลรักษาความสะอาดของช่องปาก หากใครสนใจเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม ก็สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิกได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

9
เมนูแนะนำทำขายเป็นอาชีพเสริม ผัดกะเพราปลาทูทอด เมนูอาหารตามสั่งรสชาติจัดจ้านเข้ม

เมนูแนะนำทำขายเป็นอาชีพเสริม ผัดกะเพราปลาทูทอด เมนูอาหารตามสั่งรสชาติจัดจ้านเข้มข้นผสมผสานความกรอบนอกนุ่มใน

ผัดกะเพราปลาทูทอด อาหารจานนี้ผสมผสานรสชาติเข้มข้นของผัดกะเพราเผ็ดร้อนเข้ากับรสชาติเข้มข้นของปลาทู มอบความพิเศษให้กับผู้ชื่นชอบอาหารทะเล ผัดกะเพราปลาทูทอดเป็นเมนูอาหารตามสั่งที่ผสมผสานความจัดจ้านของกะเพราเข้ากับความอร่อยของปลาทูทอดได้อย่างลงตัว ได้ทั้งความกรอบนอกนุ่มในของปลาทูและความหอมเผ็ดร้อนของเครื่องผัดกะเพราเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาด

อะไรที่ทำให้ผัดกระเพราปลาทูทอดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว?
แตกต่างจากเมนูเนื้อสับแบบดั้งเดิม อาหารจานนี้เน้นปลาแมคเคอเรลทอดซึ่งเป็นปลาหลักของอาหารไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อสัมผัสที่แน่นและรสชาติเข้มข้น โดยปกติแล้วปลาแมคเคอเรลจะทอดจนเหลืองกรอบ แล้วนำไปผัดกับกระเทียม พริกสด น้ำปลา และใบโหระพาหอมกรุ่น รสชาติที่ตัดกันอย่างลงตัวระหว่างหนังปลากรอบ เนื้อปลานุ่ม และซอสโหระพารสจัดจ้าน ทำให้ทุกคำที่รับประทานน่าจดจำ

หลักในวัฒนธรรมไทยตามสั่ง
ในประเทศไทยอาหารตามสั่งคืออาหารประจำวันที่ปรุงอย่างรวดเร็วตามความต้องการของลูกค้า ผัดกระเพราปลาทูทอดเข้ากับวัฒนธรรมนี้ได้อย่างลงตัว คือทำง่าย ราคาไม่แพง และรสชาติเข้มข้น ไม่ว่าจะเสิร์ฟตามแผงลอยริมทาง ศูนย์อาหารท้องถิ่น หรือร้านอาหารเล็กๆ ที่เป็นธุรกิจครอบครัว อาหารจานนี้เป็นตัวเลือกที่อบอุ่นในวันที่เร่งรีบ

โปรไฟล์รสชาติ
เผ็ด – จากพริกขี้หนูไทย
หอม – จากใบกะเพรา
รสเผ็ด – ปรุงรสด้วยน้ำปลาและซอสหอยนางรม
กรอบและนุ่ม – ปลาแมคเคอเรลทอดมีเนื้อสัมผัสทั้งสองอย่างในคำเดียว

โดยทั่วไปจะเสิร์ฟอย่างไร
เช่นเดียวกับผัดกะเพราส่วนใหญ่กะเพราแบบนี้มักจะเสิร์ฟพร้อมข้าวหอมมะลินึ่งหลายคนชอบทานคู่กับไข่ดาวกรอบ ( ไค่เต้าเจี้ยว ) ซึ่งไข่แดงเยิ้มๆ เข้ากันได้ดีกับซอสกะเพรารสเผ็ด การผสมผสานระหว่างข้าว ปลา กะเพรา และไข่ ทำให้กะเพราเป็นเมนูที่ครบเครื่องและอร่อยลงตัว

ทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าผัดกระเพราเนื้อ สัตว์
นำเสนอ รสชาติ อาหารทะเลไทยแท้ๆ
เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบอาหารรสจัด เผ็ด หอม
วิธีที่ยอดเยี่ยมในการสัมผัสประสบการณ์อาหารริมทางของไทยนอกเหนือจากอาหารยอดนิยมทั่วไป

เคล็ดลับความอร่อย
เลือกปลาทูสด: การใช้ปลาทูที่สดจะทำให้เนื้อปลาหวานอร่อย
ทอดปลาทูให้กรอบ: ควรทอดปลาทูด้วยไฟปานกลางจนเหลืองกรอบ เพื่อให้ได้รสสัมผัสที่ดี
ผัดไฟแรง: ผัดกะเพราด้วยไฟแรงและรวดเร็ว เพื่อให้ได้กลิ่นหอมของกะเพราและคงความกรอบของปลาทูไว้

ผัดกะเพราปลาทูทอดไม่ได้เป็นแค่ผัดกะเพราธรรมดาๆ ทั่วไป แต่เป็นเครื่องเตือนใจถึงรสชาติอันแสนอร่อยของอาหารไทยที่เปลี่ยนวัตถุดิบธรรมดาๆ ให้กลายเป็นอาหารจานพิเศษ ไม่ว่าคุณจะไปสำรวจร้านอาหารไทยท้องถิ่นหรือทำอาหารเองที่บ้าน อาหารจานนี้เป็นเมนูที่ต้องลองสำหรับใครก็ตามที่รักรสชาติอันเข้มข้นและมีชีวิตชีวาของไทย

10
เมนูสร้างอาชีพ ข้าวกะเพราหมูย่าง เมนูยอดนิยมแบบตามสั่ง กลิ่นหอมอันเย้ายวนกับรสชาติเผ็ดร้อน

เมื่อพูดถึงอาหารริมทางของไทยคงไม่มีเมนูไหนที่จะเทียบได้กับกลิ่นหอมอันเย้ายวนและรสชาติจัดจ้านของข้าวหมูย่างกะเพราหรือที่คนไทยเรียกว่ากระเพราหมูย่างราดข้าว เมนูยอดนิยมแบบตามสั่งนี้ผสมผสานความหอมกลิ่นควันของหมูย่างเข้ากับรสชาติเผ็ดร้อน หอมกระเทียมและหอมกรุ่นของผัดกะเพรา เสิร์ฟบนข้าวหอมมะลิอุ่นๆ

ข้าวราดกะเพราหมูย่างเป็นเมนูอาหารตามสั่งที่ผสมผสานความหอมของกะเพราเข้ากับความนุ่มและกลิ่นหอมของหมูย่างได้อย่างลงตัว ผัดกะเพราคนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับผัดกะเพราหมูหรือหมูสับหรือหมูแผ่นผัดกับกะเพรา แต่ผัดกะเพราหมูสูตรนี้ยกระดับความอร่อยไปอีกขั้นด้วยการใช้หมูย่างแทนเนื้อผัดธรรมดา หมูหมักในซอสถั่วเหลือง ซอสหอยนางรม กระเทียม พริกไทย และบางครั้งอาจเติมน้ำผึ้งเล็กน้อยก่อนนำไปย่างจนสุกกำลังดี ขอบที่ไหม้เกรียมและกลิ่นหอมควันช่วยเพิ่มมิติของรสชาติ ทำให้จานนี้อร่อยยิ่งขึ้นไปอีก

ความมหัศจรรย์ของโหระพา
จิตวิญญาณของ ผัด กะเพรา ทุกจาน อยู่ที่ใบกะเพรา (หรือ ที่คนไทยเรียกว่า ใบกะเพรา ) สมุนไพรชนิดนี้มีรสชาติเผ็ดเล็กน้อยคล้ายกานพลู หอมกลิ่นเฉพาะตัว ผัดกับกระเทียม พริก และซอสอย่างรวดเร็ว จะให้รสชาติเผ็ดหวานกลมกล่อมที่เข้ากันได้อย่างลงตัวกับหมูย่าง

วิธีการเสิร์ฟ
อาหารจานนี้มักจะเสิร์ฟพร้อมข้าวหอมมะลิร้อนๆวางหมูย่างไว้ด้านบน ราดซอสผัดกะเพราลงไปอย่างพอเหมาะ พ่อค้าส่วนใหญ่จะใส่ไข่ดาวกรอบ ( ไคเต้าเจี้ยว ) ที่มีไข่แดงเยิ้มๆ ลงไปด้วย เพื่อเพิ่มรสชาติให้ทุกคำเมื่อคลุกเคล้ากับข้าวและหมู

ทำไมคุณควรลอง
รสชาติอันเข้มข้นหอมกลิ่นควัน เผ็ดร้อน และหอมกรุ่นในคำเดียว

รวดเร็วและน่าพอใจเหมาะสำหรับมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นแบบด่วนๆ

ระดับความเผ็ดที่ปรับได้ตั้งแต่อ่อนไปจนถึงเผ็ดมาก ขึ้นอยู่กับจำนวนพริกที่คุณใช้

เคล็ดลับความอร่อย:
เลือกใช้หมูย่างที่เพิ่งย่างเสร็จใหม่ๆ เพราะจะยังมีความหอมและเนื้อนุ่มอยู่
ผัดด้วยไฟแรงและเร็ว เพื่อให้หมูและเครื่องปรุงเข้ากันได้ดีและยังคงความหอมของกะเพรา
ถ้าชอบรสชาติจัดจ้าน สามารถเพิ่มพริกขี้หนูสวนได้

หาซื้อได้ที่ไหน
คุณสามารถหาข้าวหมูย่างกะเพราได้ตามร้านอาหารริมทาง ร้านอาหารทั่วไป และศูนย์อาหารหลายแห่ง ข้าวหมูย่างกะเพราเป็นเมนูยอดนิยมของร้านอาหารตามสั่ง ( ahaan tam sang ) ซึ่งคุณสามารถเลือกเนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น ไก่ เนื้อวัว หรืออาหารทะเลได้

หากคุณกำลังมองหาอาหารไทยที่ผสมผสานความอบอุ่นของข้าวหอมมะลิ กลิ่นหอมฉุยของกะเพรา และรสชาติหอมกรุ่นของหมูย่างรมควัน กะเพราหมูย่างราดข้าวคือเมนูที่ต้องลอง รสชาติที่ลงตัวอย่างลงตัว ทำให้ทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวต่างกลับมาทานซ้ำแล้วซ้ำเล่า


11
ซอสโบโลเนสไก่ SN Food: ซอสโบโลเนสไก่ ให้เข้มข้นอร่อยเลิศ เคล็ดลับที่ร้านดังไม่ยอมบอก

ใครที่เคยทำซอสโบโลเนสไก่แล้วรู้สึกว่า "เอ๊ะ... ทำไมรสชาติมันยังขาดๆ เกินๆ?" หรือ "ทำไมซอสมันไม่นัวเหมือนที่คิด?" วันนี้เราขออาสามาแชร์ "เคล็ดลับและเทคนิค" ที่จะเปลี่ยนเมนูซอสโบโลเนสไก่ธรรมดาๆ ของคุณ ให้กลายเป็นเมนูระดับเชฟทำเองที่บ้าน! 💡✨


🔍 1. หัวใจเริ่มที่ "การผัดผักให้เป็นสีน้ำตาล" (Soffritto)
หลายคนพลาดตรงที่ใส่ผักลงไปผัดแค่พอสุก แต่เคล็ดลับที่แท้จริงคือการ "ผัดผักสามสหาย" (หอมหัวใหญ่ แครอท เซเลอรี่) ให้ใจเย็นที่สุดจนกลายเป็นสีน้ำตาลทองค่ะ

ทำไมต้องทำ? เพราะการผัดจนเป็นสีน้ำตาลจะทำให้ผักหวานฉ่ำและปลดปล่อยรสอูมามิออกมาเต็มที่ นี่คือเบสสำคัญที่จะทำให้น้ำซอสของคุณมีรสหวานลึกซึ้งโดยไม่ต้องพึ่งน้ำตาลค่ะ


🛠 2. จี่เนื้อไก่ให้เกรียม... อย่าเพิ่งคน!
เวลาลงเนื้อไก่บดในกระทะ หลายคนมักจะรีบคนจนเนื้อขาวซีด แต่เทคนิคคือต้อง "ปล่อยให้เนื้อเกรียม" จนขึ้นสีน้ำตาลตรงผิวหน้าก่อนแล้วค่อยพลิก

ความลับของรสชาติ: ความเกรียม (Maillard Reaction) นี่แหละคือจุดกำเนิดของกลิ่นหอมที่ซับซ้อน จะทำให้ซอสไก่ของคุณมีรสชาติที่ "หนักแน่น" และมีกลิ่นอายความอร่อยแบบเนื้อตุ๋นจริงๆ ไม่ใช่แค่ไก่ต้มในซอสมะเขือเทศค่ะ


🚪 3. มะเขือเทศต้องผสมผสาน (The Tomato Blend)
อย่าพึ่งพามะเขือเทศชนิดเดียวค่ะ!

เคล็ดลับความนัว: ผสมผสานระหว่าง "มะเขือเทศกระป๋องบด" (Passata) เพื่อความเนียนลื่น กับ "มะเขือเทศเข้มข้น" (Tomato Paste) เพื่อความเข้มข้นและสีสันที่สวยงาม การใช้ทั้งสองอย่างนี้จะทำให้ซอสมีมิติของรสชาติที่ครบถ้วน ทั้งความสดชื่นและความเข้มข้นในคำเดียว


🚿 4. กฎเหล็ก... เติมของเหลวอย่างมีชั้นเชิง
เปิดเตาด้วยไวน์: ก่อนจะใส่มะเขือเทศ ลองเติมไวน์ขาวหรือไวน์แดงลงไปล้างกระทะ (Deglaze) เพื่อขูดเอาคราบความอร่อยที่ติดกระทะขึ้นมา กลิ่นไวน์ที่ระเหยไปจะช่วยเปิดประสาทสัมผัสความหอมของซอสให้พุ่งขึ้นทันที

สต๊อกไก่ที่ดี: แทนที่จะใช้น้ำเปล่า ให้ใช้น้ำสต๊อกไก่เข้มข้นในการเคี่ยว จะทำให้ซอสของคุณนุ่มลึกและกลมกล่อมกว่าปกติหลายเท่าตัวเลยค่ะ


🥗 5. เวลาคือเครื่องปรุงที่ดีที่สุด
เคี่ยวให้ใจเย็น: ซอสโบโลเนสที่ดีต้องไม่รีบค่ะ หลังจากทุกอย่างรวมกันในหม้อ ให้ลดไฟอ่อนที่สุด ปิดฝาแง้มไว้ แล้วทิ้งไว้อย่างน้อย 45-60 นาที เพื่อให้รสชาติทั้งหมด "แต่งงาน" กันอย่างลงตัว ยิ่งเคี่ยวนานน้ำซอสจะยิ่งข้นหนืดและเข้าเนื้อไก่มากเท่านั้น


💡 6. เคล็ดลับปิดท้าย (Final Touch)
นมสดหรือชีส: ก่อนปิดไฟ ลองเติม "นมสด" ลงไปเล็กน้อย หรือถ้าชอบความนัวให้ใส่ชีสพาร์เมซานขูดลงไปตอนเคี่ยว นมจะช่วยลดความเปรี้ยวแหลมของมะเขือเทศ ทำให้ซอสนุ่มละมุนและมีรสสัมผัสที่หรูหราขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อค่ะ

💬 สรุปส่งท้าย
เคล็ดลับเหล่านี้อาจจะดูเล็กน้อย แต่รับรองว่าหากนำไปปรับใช้ในการทำซอสโบโลเนสไก่ครั้งต่อไป เพื่อนๆ จะต้องทึ่งกับความเปลี่ยนแปลงของรสชาติอย่างแน่นอนค่ะ ทำเองที่บ้านได้อร่อยขนาดนี้ รับรองว่าใครได้ชิมก็ต้องถามหาซ้ำ!

12
สตูว์ไก่ SN Food: สตูว์ไก่คีโตซุปเข้มข้น รสชาติกลมกล่อม ทำง่ายและอร่อยจนลืมอ้วน!

สำหรับใครที่กำลังทานอาหารแบบคีโตเจนิค (Ketogenic Diet) อยู่ คงจะเคยเจอโจทย์ยากเวลาอยากทานเมนูตุ๋นๆ อย่างสตูว์ไก่ เพราะมักจะติดปัญหาเรื่องมันฝรั่ง แป้งที่ใช้ทำน้ำซอส หรือเครื่องปรุงที่มีน้ำตาลแฝง

วันนี้เราเลยอยากมาแชร์ "สูตรสตูว์ไก่คีโต" ที่ขอบอกเลยว่า... อร่อยเข้มข้นไม่แพ้สูตรปกติ แถมยังทำง่ายมากๆ จะเป็นมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นก็ฟินได้แบบไม่ต้องรู้สึกผิดเลยค่ะ!


🔍 1. เคล็ดลับการแทนที่ "มันฝรั่ง" ในแบบฉบับคีโต
โจทย์หลักของสตูว์คือความนุ่มของหัวมัน แต่คีโตทานไม่ได้... ไม่ต้องกังวลค่ะ เรามีตัวเลือกที่ให้สัมผัสใกล้เคียงกันมาก

ใช้ "หัวไชเท้า" หรือ "ดอกกะหล่ำ": หัวไชเท้าเมื่อนำไปตุ๋นจนเปื่อยจะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนและดูดซับรสชาติน้ำซุปได้ดีเยี่ยม ส่วนใครชอบความกรุบกรอบเล็กน้อย ดอกกะหล่ำชิ้นโตๆ ก็เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยม ให้สารอาหารครบและคาร์โบไฮเดรตต่ำมากค่ะ


🛠 2. น้ำซอสข้นนวล... ไม่ต้องพึ่งแป้ง
สตูว์ที่ดีต้องมีน้ำซอสที่เคลือบเนื้อไก่ได้ดี ซึ่งปกติเราใช้แป้งสาลีหรือแป้งข้าวโพด แต่สำหรับสายคีโต เรามีเคล็ดลับที่ดีกว่านั้น

ใช้ผักช่วยสร้างความข้น: ให้ใช้หอมหัวใหญ่ (ในปริมาณพอเหมาะ) ผัดให้สุกจนหวานฉ่ำ หรือใช้ "เห็ดแชมปิญอง" หั่นชิ้นเล็กๆ ตุ๋นจนเปื่อย เห็ดจะช่วยให้น้ำซุปมีเนื้อสัมผัสที่ข้นหนืดขึ้นตามธรรมชาติแบบไม่ต้องเติมแป้งเลยค่ะ

บอดี้จากไขมันดี: การใส่เนยแท้หรือน้ำมันมะกอกลงไปผัดตั้งแต่แรก จะช่วยให้น้ำซุปมีบอดี้ที่แน่นและรสสัมผัสที่ละมุนลิ้นแบบสุดๆ


🚪 3. เน้นโปรตีนและไขมันดี
ในเมื่อเราลดคาร์โบไฮเดรต เราก็ต้องเพิ่มพลังงานด้วยโปรตีนและไขมันที่มีคุณภาพ

เลือกสะโพกไก่: แนะนำให้ใช้เนื้อสะโพกไก่ติดหนัง เพราะส่วนนี้จะมีไขมันแทรกและรสสัมผัสที่นุ่มกว่าอกไก่มาก เหมาะกับการตุ๋นเป็นเวลานานโดยที่เนื้อไม่กระด้าง และเข้ากับไลฟ์สไตล์คีโตที่ต้องการไขมันดีได้เป็นอย่างดีค่ะ


🚿 4. ปรุงรสอย่างไรให้ "คีโตถูกใจ"?
ระวังเรื่องเครื่องปรุงที่มีน้ำตาลแฝง ซึ่งเป็นจุดพลาดสำคัญของหลายคน

เลี่ยงเครื่องปรุงสำเร็จรูป: ซอสมะเขือเทศแบบทั่วไปมักมีน้ำตาลสูง ให้เปลี่ยนมาใช้ "มะเขือเทศสด" หั่นเต๋าตุ๋นไปพร้อมกัน หรือถ้าจะใช้ซอสมะเขือเทศต้องดูฉลากที่เขียนว่า "Zero Sugar" หรือทำเองง่ายๆ จากมะเขือเทศกระป๋องแบบไม่เติมน้ำตาลนะคะ

เครื่องเทศคือหัวใจ: จัดเต็มไปเลยค่ะกับ ใบเบย์, พริกไทยดำ, โรสแมรี่, หรือไทม์ กลิ่นหอมจากสมุนไพรเหล่านี้จะช่วยดึงรสชาติของไก่ให้โดดเด่นขึ้นมา โดยไม่ต้องใช้ตัวช่วยที่มีน้ำตาลเลย


🥗 5. เสิร์ฟความอร่อยสไตล์คีโต
ทานคู่กับอะไรดี: สตูว์ไก่จานนี้ทานเปล่าๆ ก็อร่อยแล้วค่ะ หรือถ้าอยากเพิ่มความฟิน ลองทานคู่กับดอกกะหล่ำบด (Cauliflower Mash) แทนมันบด ก็จะได้มื้ออาหารคีโตที่สมบูรณ์แบบ ทั้งอิ่ม ทั้งอร่อย และดีต่อสุขภาพแบบสุดๆ ค่ะ


💬 สรุปส่งท้าย
การทานคีโตไม่ใช่เรื่องของการจำกัดตัวเองให้อยู่แต่กับเมนูซ้ำๆ แต่คือการสร้างสรรค์เมนูโปรดให้กลายเป็นเวอร์ชันที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น สตูว์ไก่หม้อนี้คือหลักฐานอย่างดีเลยค่ะว่า แม้จะคุมแป้ง คุมน้ำตาล แต่เราก็ยังสามารถมีความสุขกับการทานอาหารที่อร่อยและอบอุ่นได้ในทุกวัน

13
เติมพลังแห่งการฟื้นฟู ด้วยโปรตีนและโอเมก้า 3 มื้ออาหารคนป่วยต้องการ

สำหรับบ้านไหนที่กำลังดูแลผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นช่วงพักฟื้นจากการผ่าตัด ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ร่างกายต้องการการฟื้นฟูเป็นพิเศษ คงจะเคยได้ยินคำแนะนำจากคุณหมอหรือนักกำหนดอาหารเสมอว่า "ต้องเน้นโปรตีนนะ" และ "หาโอเมก้า 3 ให้ทานบ้าง" ใช่ไหมคะ?

วันนี้เราเลยอยากจะมาชวนคุยกันถึงความสำคัญของสองสารอาหารนี้ และเทคนิคการเลือกเมนูอาหารที่อัดแน่นไปด้วยโปรตีนคุณภาพดีและโอเมก้า 3 ที่ทำทานเองได้ง่ายๆ เพื่อให้คนที่เรารักฟื้นตัวได้ไวและแข็งแรงขึ้นค่ะ

🔍 1. โปรตีน... พระเอกตัวจริงในการ "ซ่อมแซม"
โปรตีนเปรียบเสมือน "อิฐ" ที่ใช้สร้างบ้าน หากร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ แผลจะหายช้า กล้ามเนื้อจะลีบ และร่างกายจะฟื้นตัวได้ยากมากค่ะ

เลือกโปรตีนที่ย่อยง่าย: สำหรับผู้ป่วย ควรเน้นแหล่งโปรตีนที่มีไขมันต่ำและย่อยง่าย เช่น ปลาทะเลน้ำลึก (ซึ่งมีโอเมก้า 3 ด้วย!), อกไก่, ไข่ต้ม (โดยเฉพาะไข่ขาว), หรือเต้าหู้นิ่ม เพื่อให้ร่างกายดึงไปใช้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ทันทีโดยไม่สร้างภาระให้ระบบย่อยอาหารค่ะ

🛠 2. โอเมก้า 3... ผู้ช่วยสำคัญในการ "ลดอักเสบ"
หลายคนอาจมองข้ามโอเมก้า 3 ไป แต่สารนี้มีบทบาทสำคัญมากสำหรับผู้ป่วย โดยเฉพาะเรื่องการต้านการอักเสบในร่างกาย

ประโยชน์ที่มากกว่า: โอเมก้า 3 ช่วยดูแลสุขภาพหัวใจ สมอง และที่สำคัญคือช่วยลดการอักเสบภายใน ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตัวขึ้นและอาจมีส่วนช่วยลดอาการปวดหรือบวมในร่างกายได้ด้วยค่ะ

🚪 3. เมนู "คู่หูฟื้นฟู" ที่ทำทานเองได้ง่ายๆ
เราสามารถจับคู่โปรตีนและโอเมก้า 3 มาอยู่ในมื้อเดียวได้แบบไม่ยากเลยค่ะ

เมนูจากปลาคือทางเลือกที่ดีที่สุด: การทานปลา (เช่น ปลาแซลมอน, ปลากะพง, ปลาทู) คือแหล่งรวมทั้งโปรตีนและโอเมก้า 3 ในตัวเดียวเลยค่ะ ลองทำเมนู "ต้มยำปลาแบบใส", "ปลาต้มขิง", หรือ "ปลาแซลมอนนึ่งซีอิ๊ว" เมนูเหล่านี้ทั้งย่อยง่าย ได้ทั้งโปรตีนเน้นๆ และไขมันดีจากโอเมก้า 3 อย่างเต็มที่

เสริมด้วยไข่และถั่ว: เมนูไข่ตุ๋นใส่เนื้อปลากะพงสับ หรือเต้าหู้ตุ๋นเห็ดหอม ก็เป็นทางเลือกที่ย่อยง่ายและดีต่อสุขภาพผู้ป่วยมากค่ะ

🚿 4. เทคนิคการเตรียม... ให้สารอาหารครบถ้วน
การเลือกวัตถุดิบดีแล้ว วิธีการปรุงก็ต้องถูกต้องเพื่อให้สารอาหารไม่หายไปกับความร้อนที่สูงเกินไปค่ะ

เลี่ยงการทอด: พยายามเลี่ยงการทอดด้วยน้ำมันท่วม เพราะจะไปเพิ่มไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพและทำให้ย่อยยาก ลองหันมาใช้วิธี นึ่ง ต้ม ตุ๋น หรือย่างด้วยไฟอ่อน จะช่วยให้ไขมันโอเมก้า 3 คงสภาพและเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยได้มากที่สุดค่ะ

🥗 5. ฟังเสียงร่างกายผู้ป่วยเสมอ
แม้สารอาหารจะดีแค่ไหน แต่ถ้าผู้ป่วยทานไม่ลงก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ

ความใส่ใจคือหัวใจ: หากผู้ป่วยเบื่อปลา อาจลองผสมถั่วอัลมอนด์บดละเอียด หรือเมล็ดแฟลกซ์ (Flaxseed) ลงไปในโจ๊กหรือข้าวต้ม เพื่อเพิ่มโอเมก้า 3 ทางอ้อม และหมั่นสังเกตว่าท่านชอบเนื้อสัมผัสแบบไหน เพื่อให้การทานอาหารในแต่ละมื้อเป็นเรื่องที่ท่านมีความสุข ไม่ใช่การบังคับค่ะ

💬 สรุปส่งท้าย
การเติมโปรตีนและโอเมก้า 3 ให้กับมื้ออาหารของคนป่วย คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อการฟื้นฟูร่างกาย เพราะสารอาหารเหล่านี้เปรียบเสมือนเครื่องมือซ่อมแซมชั้นเลิศที่ธรรมชาติมอบให้ ขอเป็นกำลังใจให้คนดูแลทุกคนนะคะ ขอให้คุณและคนที่คุณรักผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างแข็งแรงและมีความสุขค่ะ

14
สะดวกแต่ต้องมีสติ! ปรับวิถีการกิน อาหารพร้อมทาน ให้สุขภาพดีแบบยั่งยืน

ในยุคที่ชีวิตหมุนด้วยความเร็วสูงแบบนี้ "อาหารพร้อมทาน" (Ready-to-Eat) กลายเป็นตัวช่วยชีวิตของพวกเราทุกคนใช่ไหมคะ? ทั้งหาซื้อง่าย อุ่นร้อนก็อร่อย แถมยังประหยัดเวลาสุดๆ

แต่ความสะดวกสบายก็มักมาพร้อมกับข้อควรระวังค่ะ วันนี้เราเลยอยากมาแชร์ "คัมภีร์การกินอาหารพร้อมทาน" ให้ฉลาดและเหมาะสม เพื่อให้เพื่อนๆ อิ่มอร่อยได้โดยที่สุขภาพไม่พังในระยะยาวค่ะ


🔍 1. ฝึกนิสัย "พลิกดูหลังซอง"
ก่อนจะจ่ายเงินซื้อ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจจากหน้าตาเมนูที่ดูน่ากินเพียงอย่างเดียวค่ะ

อ่านฉลากให้เป็น: ลองสละเวลาสักนิดพลิกดูฉลากโภชนาการด้านหลัง โดยเฉพาะปริมาณ "โซเดียม" และ "น้ำตาล" เพราะอาหารพร้อมทานหลายชนิดมักมีรสชาติที่จัดจ้านเพื่อถนอมอาหาร หากเลือกเมนูที่มีตัวเลขเหล่านี้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะได้ ร่างกายของเราจะขอบคุณเพื่อนๆ มากเลยค่ะ


🛠 2. สังเกต "ประเภท" ของอาหาร
เราสามารถเลือกเมนูที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกเบาสบายขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยการมองหาประเภทอาหาร

เลือกวิธีการปรุง: แทนที่จะเลือกเมนูทอดหรือแกงกะทิที่มีไขมันสูง ลองเปลี่ยนมาเป็นเมนู ต้ม นึ่ง หรือย่าง แทนค่ะ วิธีเหล่านี้มักใช้น้ำมันน้อยกว่าและทำให้เราได้รับสารอาหารที่สะอาดกว่า ช่วยลดภาระการทำงานของตับและไตได้ในระยะยาวค่ะ


🚪 3. เสริมพลังด้วย "ของสด" ในครัว
อย่าปล่อยให้มื้ออาหารพร้อมทานเป็นแค่ "ของอุ่นร้อน" อย่างเดียวค่ะ

เพิ่มคุณค่าในมื้อเดียว: ลองเพิ่มกากใยให้มื้ออาหารด้วยผักสดกรอบๆ เช่น แครอทหั่นท่อน แตงกวา หรือผักสลัดสักกำมือ รวมถึงการเพิ่มโปรตีนดีๆ อย่างไข่ต้มหรือถั่วต้มลงไป สิ่งนี้จะช่วยลดความเข้มข้นของโซเดียมในอาหารพร้อมทานลง ทำให้เราอิ่มท้องนานขึ้นและได้รับวิตามินที่อาหารแปรรูปอาจมีไม่ครบค่ะ


🚿 4. อย่ากินเมนูเดิมซ้ำๆ (เปลี่ยนสลับไปมา)
ความเบื่ออาหารอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่ากับ "การได้รับสารอาหารซ้ำๆ" ค่ะ

กินให้หลากหลาย: การกินอาหารเมนูเดิมซ้ำๆ ทุกวัน อาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป (เช่น โซเดียมสะสม) หรือขาดสารอาหารบางอย่างไป ลองวางแผนสลับเมนูในแต่ละวัน หรือสลับไปทานอาหารปรุงสดบ้าง เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและไม่จำเจค่ะ


🥗 5. ฟังเสียงร่างกายของตัวเอง
ข้อนี้สำคัญที่สุดเลยค่ะ บางวันเราอาจจะรีบจนต้องพึ่งพาอาหารพร้อมทาน 2-3 มื้อติดกัน ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร

ปรับสมดุล: ถ้ามื้อไหนที่รู้ตัวว่าทานโซเดียมเยอะไปแล้ว มื้อถัดไปให้ลองเน้นทานอาหารรสจืด ดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ เพื่อช่วยขับโซเดียมส่วนเกิน หรือเลือกทานผลไม้ที่ช่วยลดอาการบวมน้ำ การมี "สติ" ในการเลือกและปรับสมดุลหลังทาน จะช่วยให้เรากินอาหารพร้อมทานได้อย่างมีความสุขและสุขภาพดีค่ะ


💬 สรุปส่งท้าย
อาหารพร้อมทานไม่ใช่ผู้ร้าย แต่เป็น "เพื่อนร่วมทาง" ในวิถีชีวิตที่เร่งรีบ การเลือกบริโภคอย่างเหมาะสมไม่ใช่เรื่องยาก แค่ใช้ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ในการเลือกและเสริมเพิ่มเติม เพียงเท่านี้ความสะดวกสบายที่ได้รับ ก็จะไม่กลายเป็นปัญหาสุขภาพในอนาคตค่ะ

15
บริหารจัดการอาคาร: เครื่องปรับอากาศ เสี่ยงแพร่เชื้อโควิด 19 แค่ไหน

ในปัจจุบันบ้านเราต้องเผชิญกับโรคระบาดที่ต้องบอกว่าเป็นอันตรายต่อชีวิตเลยทีเดียว นั่นก็คือ การระบาดของเชื้อไวรัส โควิด -19 ซึ่งนับวันยิ่งมีอัตราของผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก และประเทศไทยของเราก็เข้าสู่การระบาดระลอก 3 เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งการติดเชื้อโควิดส่วนใหญ่เกิดจากการติดต่อในที่ที่มีการแออัด หรือมีคนจำนวนมาก เช่น สถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า หรือในที่ที่มีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือในห้องแอร์

ซึ่งหลายคนเกิดความกังวลว่าจะมีการติดเชื้อ
เพราะโรคระบาดนี้ เป็นโรคติดต่อที่สามารถติดกันได้ง่าย และเป็นโรคระบาดใหม่ที่ยังไม่มียารักษา ทำให้หลายคนเริ่มสงสัยว่า การที่อยู่บ้านและเปิดเครื่องปรับอากาศ หรือไปในสถานที่ที่มีแอร์นั้นจะปลอดภัยจากการติดเชื้อได้หรือไม่

เพราะหลายบ้านและในหลายๆสถานที่ ส่วนใหญ่จะมีห้องแอร์หรือมีการติดตั้งแอร์ไว้รองรับแขก ซึ่งอย่างที่เราเคยพูดในหลายๆ ครั้งว่าการทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศหรือแอร์นั้นมีความสำคัญ และช่วยในเรื่องของสุขภาพของเราด้วยเพราะถ้าหากแอร์ที่มีความสกปรก ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคปอดอักเสบได้นั่นเอง

ดังนั้น วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นของเครื่องปรับอากาศว่า แท้จริงแล้ว การที่เราอยู่ร่วมกันในห้องแอร์นั้น จะเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อมากน้อยแค่ไหนด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ในบ้านเราถือว่าอยู่ในขั้นที่รุนแรงมากกว่าครั้งก่อนๆที่ผ่านมาเพราะมีอัตราการติดเชื้อที่สูงมาก ทำให้หลายคนมีความกังวลถึงการแพร่กระจายของโควิด-19 ระหว่างคนและการติดเชื้อในอากาศ ซึ่งความเสี่ยงที่จะทำให้เราเกิดการติดเชื้อโควิด-19 จากคนอื่น

ซึ่งคำถามส่วนใหญ่กังวลเกี่ยวกับการใช้เครื่องปรับอากาศว่า เครื่องปรับอากาศจะสามารถแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ได้หรือไม่โดยจากการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญบอกว่า การใช้เครื่องปรับอากาศในบ้านนั้น ไม่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องอยู่คนเดียวในบ้าน

โดยที่ไม่ได้มีการสัมผัสกับความเสี่ยงจากภายนอกบ้าน แต่เชื้อโควิด-19 นั้นก็ยังสามารถแพร่กระจายได้ในพื้นที่ที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศส่วนกลาง เช่น ในพื้นที่สาธารณะอย่างเช่น ห้างสรรพสินค้า และคอนโดบางแห่ง ร้านอาหาร สถานบันเทิง ยิ่งถ้าสถานที่เหล่านั้นมีผู้ติดเชื้อรวมอยู่ด้วยก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้มีคำตอบที่ชัดเจนว่า

การใช้เครื่องปรับอากาศในพื้นที่สวนกลางสามารถแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ได้ แต่ก็ยังมีปัจจัยอีกหลายๆอย่างที่ทำให้น่าคิดอยู่เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกรองและขนาดของอนุภาค เพราะโดยปกติแล้วเครื่องปรับอากาศจะกรอกอนุภาคผ่านระบบต่างๆ และจะมีความสามารถในการกรองอนุภาคในระดับที่ต่างกัน

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยในเรื่องของการหมุนเวียนของอากาศเพราะอากาศที่ใช้ในระบบเครื่องปรับอากาศนั้นเป็นอากาศรีไซเคิล ซึ่งจะเป็นการดูดอากาศเก่าไปผสมกับอากาศใหม่ที่มาจากด้านนอกนั่นเอง และปัจจัยสุดท้ายก็คือ ระดับความชื้นและอุณหภูมิ

เนื่องจาก ในห้องที่มีการเปิดใช้เครื่องปรับอากาศ จะมีระดับความชื้นและอุณหภูมิที่ต่ำ ทำให้โรคระบบทางเดินหายใจได้ง่าย ดังนั้น การดูที่ระบบปรับอากาศและระบบระบายอากาศของเครื่องปรับอากาศ จึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของการสัมผัสกับเชื้อโควิด-19 และเชื้อโรคอื่นๆ ได้ นอกจากนั้น การตรวจสอบและสังเกตตัวกรองหรือให้ความสำคัญเรื่องความชื้นที่มาจากการตั้งค่าอุณหภูมิ ก็ถือเป็นอีกเรื่องที่ควรใส่ใจ ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพของตัวคุณเอง

ดังนั้น ในการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 นั้น ทางที่ดีถ้าหากไม่จำเป็นก็ควรงดออกจากบ้าน สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ออกไปในพื้นที่ที่มีความเยอะล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้ง จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในบ้านเราจะคลี่คลายได้เพื่อเป็นการป้องกันและช่วยทำให้เราไม่ต้องติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอันตรายถึงชีวิต

อย่างไรก็ตาม หากคุณอยากที่จะตรวจสอบหรือเช็คระบบแอร์โดยช่างที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถขอรายละเอียดได้จากทางเรามีบริการดูแลระบบปรับอากาศและหมุนเวียนอากาศภายในอาคาร ระบบปรับอากาศและหมุนเวียนอากาศเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะนั่นหมายถึงอากาศที่ดีที่เราสูดดมเข้าไป ถ้าหากเรามีระบบเครื่องปรับอากาศที่ไม่สะอาดแล้ว อาจจะทำให้เราเสียสุขภาพไปด้วย เพราะฉะนั้น ให้ทางเรา ได้ดูแลในเรื่องของระบบปรับอากาศของคุณ ให้มีการใช้งานที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

หน้า: [1] 2 3 ... 19