ซ่อมบำรุงอาคาร: เปิดแอร์หน้าฝน เลือกโหมดไหนแอร์เย็นฉ่ำ แถมประหยัดค่าไฟการเปิดแอร์ในหน้าฝนมีปัจจัยเรื่อง "ความชื้น" เป็นตัวแปรสำคัญครับ ถ้าเราเลือกโหมดผิด แอร์จะทำงานหนักแต่เราจะรู้สึกไม่สบายตัว (เหนียวตัวแต่หนาวสั่น) และค่าไฟจะพุ่งสูงขึ้น
สูตรสำเร็จในการเลือกโหมดแอร์ให้ เย็นฉ่ำแบบประหยัด ในวันที่ฝนตกครับ
1. วันที่ฝนตกหนัก แต่อากาศยังอบอ้าว: ใช้ "Cool Mode" (26−27∘ C) หลายคนติดนิสัยตั้ง 25 ∘ C ตลอดปี แต่หน้าฝนอากาศภายนอกเย็นลงแล้ว
เทคนิคประหยัด: ให้ตั้งอุณหภูมิที่ 26 ∘ C หรือ 27 ∘ C แล้วกด "เพิ่มความเร็วลม" (Fan Speed) ให้สูงสุด
ทำไมถึงประหยัด: การเพิ่มลมจะช่วยให้เรากำจัดความชื้นได้ไวขึ้นและรู้สึกเย็นขึ้นโดยที่คอมเพรสเซอร์ไม่ต้องทำงานหนักเท่าการลดอุณหภูมิลงต่ำๆ
2. วันที่ฝนพรำๆ รู้สึกเหนียวตัวแต่ไม่ร้อน: ใช้ "Dry Mode" (รูปหยดน้ำ)
นี่คือโหมดที่ถูกออกแบบมาเพื่อหน้าฝนโดยเฉพาะครับ
การทำงาน: แอร์จะเน้นการ รีดความชื้น ออกจากอากาศโดยใช้รอบคอมเพรสเซอร์ต่ำที่สุด ลมจะเบาลง
ผลลัพธ์: คุณจะรู้สึกสบายผิว (หายเหนียวตัว) และคอมเพรสเซอร์จะทำงานน้อยกว่าโหมด Cool มาก ทำให้ ประหยัดไฟได้มากกว่า ในวันที่อากาศข้างนอกไม่ได้ร้อนจัด
3. โหมดที่ควรหลีกเลี่ยง: "Auto Mode"
ในหน้าฝน เซนเซอร์ของแอร์มักจะสับสนระหว่าง "อุณหภูมิ" กับ "ความชื้น"
ปัญหา: แอร์อาจจะสั่งให้พัดลมหมุนเบาเกินไปจนความชื้นไม่ถูกกำจัด หรือสั่งให้เครื่องทำความเย็นจัดเกินความจำเป็น ทำให้กินไฟโดยใช่เหตุครับ
💡 3 ทริคเสริม "ฉ่ำ+ประหยัด" คูณสอง
เปิดพัดลมช่วย: การเปิดพัดลมตั้งพื้นเบอร์ 1 ควบคู่ไปกับแอร์ที่ตั้งไว้ 27 ∘C จะช่วยให้การกระจายความเย็นทั่วห้องไวขึ้น และลดค่าไฟได้มากกว่าการเปิดแอร์ 25 ∘ C อย่างเดียวถึง 10−15%
ปิดห้องให้มิดชิด: หน้าฝนความชื้นลอดเข้าตามช่องประตูได้ง่าย หากห้องมีช่องโหว่ แอร์จะทำงานหนักเพื่อดึงความชื้นที่ไม่วันหมดสิ้น ค่าไฟจะบานปลายครับ
โหมด Sleep ในตอนกลางคืน: ช่วงตี 2-3 ของหน้าฝน อากาศจะเย็นลงมาก การใช้ Sleep Mode จะช่วยให้แอร์ค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิขึ้นเองอัตโนมัติ ช่วยให้ไม่หนาวจนตื่นและประหยัดไฟในช่วงเช้ามืดได้ดีเยี่ยมครับ
สรุปสั้นๆ: * อยากเย็นแบบสบายผิว + ประหยัดไฟสุดๆ ในวันฝนพรำ → Dry Mode
อยากเย็นฉ่ำทันใจในวันฝนตกแต่อบอ้าว → Cool Mode (26 ∘ C + ลมแรง)